พัฒนาการของเงินตรา

 

 

เงินตรา คือ สื่อกลางที่ใช้อำนวยความสะดวกในการซื้อขายจ่ายทอนเพื่อแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของสินค้า หรือผลิตผลระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ วัตถุที่ใช้เป็นเงินตรา จึงเป็นสิ่งมีค่าอันเป็นที่ต้องการของทั้ง ๒ ฝ่าย ในแต่ละชุมชนและแต่ละสมัย ดังนั้นการพัฒนาการของเงินตราตั้งแต่อดีตได้ผ่านวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ รูปทรง และวัสดุ ที่ใช้แลกเปลี่ยนกันเป็นเวลานานนับหลายพันปี จนกระทั้งมนุษย์ได้คิดค้นสื่อกลางที่นำมาใช้แลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้เกิดความพอใจในการแลกเปลี่ยนสิ่งของสินค้า และบริการ

มนุษย์ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ ๖,๐๐๐ – ๗,๐๐๐ ปี ขึ้นไป) ยังไม่ได้อาศัยอยู่รวมกันเป็นสังคม โดยแต่ละคนและแต่ละครอบครัวจะดำรงชีพอยู่ด้วยตนเองตามลำพัง สร้างที่พักอาศัย ทำเครื่องนุ่งห่ม เพาะปลูกพืช และล่าสัตว์ เพื่อเลี้ยงชีพตามความสามารถของแต่ละคน ซึ่งในยุคนี้ยังไม่รู้จักการนำอาหารหรือสิ่งของที่หาได้มาแลกเปลี่ยนกัน [๑]

ยุคเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยน

ต่อมาเมื่อสังคมได้มีการขยายตัวขึ้น การอาศัยร่วมกันเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ทำให้มนุษย์มีความต้องการสิ่งต่างๆ มากขึ้นในการดำรงชีพ ประกอบกับความถนัดของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน เช่น บางคนถนัดในการล่าสัตว์ บางคนถนัดในการเพาะปลูก บางคนถนัดในการทำเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น จากสาเหตุดัง1ทำให้เกิดระบบการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น โดยการใช้ของแลกของกันขึ้น (Barter System) เพื่อให้การแลกเปลี่ยนในช่วงแรกเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย จึงเริ่มนำหาสิ่งของมาแลกเปลี่ยนโดยตรง เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เกลือ ข้าว พืขผลทางการเกษตร เป็นต้น [๒] ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอารยธรรม ความเจริญ และความนิยมของแต่ละชุมชนในแต่ยุคสมัย แม้ว่าการแลกเปลี่ยนโดยตรงจะช่วยให้ผู้คนในสังคมสมัยแรกๆ สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ แต่การนำสิ่งของแลกสิ่งของได้มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ระบบดังกล่าวจึงเกิดปัญหาขึ้นหลายประการ ได้แก่ [๓]

๑. ปัญหาเรื่องความต้องการสินค้าที่มีความต้องการไม่ตรงกัน เนื่องจากฝ่ายหนึ่งไม่มีสินค้าที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ หรือไม่ต้องการสินค้าของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ฝ่ายหนึ่งนำเกลือเพื่อมาแลกกับข้าวเปลือก แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการนำข้าวเปลือกแลกกับเนื้อสัตว์ เป็นต้น

๒. ปัญหาเรื่องการไม่กำหนดสัดส่วนที่แน่นอนในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากเมื่อมีการแลกเปลี่ยนกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งต้องการนำข้าวเปลือกมาแลกกับม้า จำนวน ๑ ตัว แต่ปัญหาที่เกิดความยุ่งยากที่ไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้ที่แน่นอนและไม่ได้จดบันทึกไว้ คือ จะต้องใช้ข้าวเปลือกจำนวนกี่เกวียนเพื่อแลกม้าได้จำนวน ๑ ตัว

๓. ปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนไม่เต็มจำนวน เนื่องจากการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันไม่เต็มจำนวน อาจทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดการสูญเสียขึ้นได้ เช่น ฝ่ายหนึ่งนำม้า ๑ ตัว จะไปแลกกับข้าวเปลือก จำนวน ๒๐ เกวียน แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีข้าวเปลือก จำนวน ๑๐ เกวียน สามารถแลกม้าได้ครึ่งตัว ดังนั้นถ้าจะมีการแลกเปลี่ยน ซึ่งเจ้าของม้าจะต้องฆ่าม้าให้ตาย ทำให้เกิดการสูญเสียและไม่สามารถนำม้าไปใช้งานได้

๔. ปัญหาเรื่องการเก็บรักษาสินค้า เนื่องจากสินค้าบางที่เป็นสิ่งมีชีวิตหรือสินค้าที่เน่าเปื่อยง่าย ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเก็บรักษาแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

 

ยุคของการใช้สิ่งของเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจและสังคมขยายตัวเพิ่มขึ้น ความจำเป็นทางเศรษฐกิจและความต้องการในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมีมากขึ้น อีกทั้งการแลกเปลี่ยนโดยตรงหรือการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของกับสิ่งของมีข้อจำกัดและความไม่สะดวกหลายประการเนื่องจากขาดสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้า ดังนั้นเพื่อให้การแลกเปลี่ยนสินค้ามีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น มนุษย์ในยุคนี้เริ่มนำสิ่งของมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (medium of exchange) โดยการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการจะเสร็จสมบูรณ์ได้ โดยฝ่ายหนึ่งมีสินค้าหรือบริการชนิดหนึ่งจะสามารถแลกเปลี่ยนและบริโภคสินค้าหรือบริการอีกชนิดหนึ่งได้ จะต้องนำสื่อกลางสำหรับใช้ในการแลกเปลี่ยน หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “เงินสินค้า หรือ เงินตราดั้งเดิม” [๔] ซึ่งเป็นการยอมรับวัตถุที่มีค่าหรือวัตถุที่หายากมาใช้ในการชำระหนี้ได้ ปัจจุบันเงินสินค้า หรือ เงินตราดั้งเดิม    ได้หมดสภาพการเป็นเงินตราและสูญหายไปจนเกือบหมดแล้ว แม้ว่าบางชนิดจะยังมีการใช้ต่อมาจนกระทั่งไม่กี่ร้อยปีก่อนหน้านี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ในฐานะเป็นสิ่งมีคุณค่าในวัฒนธรรมและความเชื่อของสังคม ซึ่งเป็นร่องรอยที่บอกให้ทราบถึงการใช้วัตถุนั้นในฐานะที่เป็นเงินตราในอดีต เช่น [๕]

เงินเฟ ของชาวเกาะแย็ปในหมู่เกาะทะเลใต้ทำขึ้นจากหิน ขนาดใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๔ เมตร เงินเฟจึงเป็นเงินตราที่ใหญ่และหนักที่สุดในโลก โดยชาวเกาะแย็ปใช้เงินนี้ในการชำระหนี้ทางสังคม เช่น เมื่อชาวบ้านหมู่บ้านหนึ่งวิวาทกับอีกหมู่บ้านหนึ่ง เมื่อได้ตัดสินว่าหมู่บ้านใดเป็นผู้ผิดแล้ว หมู่บ้านนั้นจะต้องเสียค่าปรับทางสังคม โดยการกลิ้งเงินเฟนี้ไปให้หมู่บ้านที่เสียหาย

เงินขนนก ของชาวเกาะแซนตาครูสในหมู่เกาะทะเลใต้ ใช้ขนนกเล็กๆ ติดกันด้วยยางไม้ แล้วมัดด้วยเชือกป่าน ใช้เป็นเงินตราในพิธีแต่งงาน และแขวนไว้กับเรือคานูที่จะออกทะเล ซึ่งขนนกยิ่งมีสีแดงจัดก็ยิ่งมีมูลค่าสูง

เงินเข็มขัด ทำจากเปลือกหอย ซึ่งชาวอินเดียนแดงในอเมริกาเหนือ ใช้เป็น เงินตราในการทำข้อตกลงระหว่างหมู่บ้าน

เงินใบชา ชาวจีนเคยใช้ใบชาเป็นเงินตรา โดยหักแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ จ่ายแทนเงินปลีกหรือเศษเงิน

เงินหอยเบี้ย เป็นเงินตราที่มีการใช้อย่างกว้างขวางทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกามาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งสาเหตุที่ชนชาติต่างๆ นิยมนำหอยเบี้ยมาใช้เป็นเงินตรา เนื่องจากหอยเบี้ยมีลักษณะเหมือนกันทุกตัว ทำให้จดจำรูปลักษณะได้ง่าย นับว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของเงินตรา นอกจากนี้หอยเบี้ยยังเป็นของหายาก ได้มาจากหมู่เกาะมัลดีฟส์ ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจำนวนหอยเบี้ยมีมากพอที่จะจัดหามาใช้เป็นเงินตราสำหรับคนในสังคม และหอยเบี้ยยังมีขนาดที่ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ทำให้พกพาสะดวกและนับจำนวนได้ง่าย

234

56

  นอกจากนี้ประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น แอสกิโม มีการยอมรับเอาผ้าขนสัตว์และหนังสัตว์มาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพราะเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อคนในสังคม ส่วนประเทศที่มีอากาศร้อนมีการใช้ลูกปัด กระดูกสัตว์ หินสีต่างๆ เป็นเงินแทน เนื่องจากคนในสังคมเหล่านี้นิยม  แต่งกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ [๖]

กล่าวได้ว่าเงินสินค้า หรือ เงินตราดั้งเดิม ไม่ได้ถูกยอมรับในภายหลังด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น เงินสินค้าที่มีชีวิต ต้องพบกับปัญหาในการเก็บรักษาและดูแลให้มีชีวิตอยู่ในสภาพเดิม ถ้าตายไปก็จะทำให้หมดสภาพการเป็นเงิน  ส่วนเงินสินค้าที่ไม่มีชีวิตบางชนิดอาจแปรสภาพหรือแตกหักได้ง่าย เช่น หอยเบี้ย เปลือกหอยมุก เป็นต้น ทำให้หมดสภาพในการเป็นเงินได้เช่นกัน และปัญหาสำคัญของการใช้เงินสินค้าในการแลกเปลี่ยนที่สำคัญ คือ เงินสินค้าหลายชนิดไม่สามารถจะแบ่งแยกเป็นหน่วยย่อยได้ และนำพกพาติดตัวไปไม่สะดวก

ยุคของการใช้โลหะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

 

ต่อมาเมื่อความเจริญด้านอารยธรรมมีความเจริญขึ้น ประกอบกับขณะนั้นมนุษย์มีการค้นพบสินแร่โลหะ ทองแดง เงิน และทองคำ ซึ่งการค้นพบสินแร่ในครั้งนี้ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบการแลกเปลี่ยนด้วยสื่อกลาง เมื่อพบว่า ประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาลชาวสุเมเรียนในเมโส โปเตเมียมีการนำโลหะทองแดงมาทำเป็นอาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้กันอย่างกว้างขวาง และเป็นเหตุสำคัญของการเริ่มต้นยุคสำริดขึ้น คือ การนำโลหะทองแดงมาผสมกับโลหะอื่นๆ เช่น ดีบุก ให้แข็งขึ้น เป็นเหตุให้มีการใช้โลหะทองแดงอย่างกว้างขวาง ทองแดงจึงเป็นโลหะที่มีค่าสำหรับใช้ทำเป็นอาวุธและเครื่องประดับ เช่น ใบหอก ลูกกระพรวน กระดิ่ง กำไลแบน หอก ใบหอก เป็นต้น ดังนั้นความต้องการและมูลค่าของโลหะทองแดงจึงสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสิ่งของอื่นๆ [๗] สาเหตุที่มนุษย์นิยมใช้โลหะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เนื่องด้วยมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากวัตถุอื่นๆ คือ ไม่เน่าเสีย คงทน พกพาได้สะดวก สามารถตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ตามน้ำหนักที่ต้องการ และยังคงคุณสมบัติเหมือนกันทุกก้อน หรือนำมาหลอมรวมกันเป็นก้อนใหญ่ได้โดยคุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้ ซึ่งโลหะทองแดงที่นำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมีอยู่หลายรูปแบบ อาจเป็นก้อนโลหะทองแดง อาวุธสำริด หรือเครื่องมือเครื่องประดับที่ทำจากโลหะทองแดง และพบว่าชาวจีนได้นำทองแดงผสมทำเครื่องมือและอาวุธเช่นกัน และใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และค่อยๆย่อส่วนลงจนมีขนาดกะทัดรัดและกลายเป็นเงินตรา เช่น [๘]

เงินจอบและเงินมีดสำริดของจีน ทำขึ้นเลียนแบบเครื่องมือการเกษตรที่เคยใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมาก่อน

เงินขวาน ชาวแอชเทกในเม็กซิโก ทำขวานด้วยทองแดงและใช้เป็นเงินตรา โดยตัดออกมาจากแผ่นทองแดง เงินพวกนี้ไม่มีลวดลายหรือจารึกใดๆ

78

ยุคเริ่มต้นของการใช้เหรียญประทับตราเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้แร่เงิน จากหลักฐานที่ค้นพบระบุไว้ว่า ชาวอียิปต์เป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักนำแร่เงินมาใช้เป็นเครื่องประดับ โดยคุณสมบัติ9และประโยชน์ของโลหะเงินที่ถูกค้นพบนั้น สามารถตีแผ่เป็นแผ่นได้บางถึง ๐.๐๐๐๐๑ นิ้ว [๙] และในบางพื้นที่มีทองบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ทำให้ชนพื้นเมืองจึงนำก้อนเงินหรือก้อนทองซึ่งหายากและสวยงามกว่าทองแดงมาใช้เป็นเครื่องประดับและเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่ในบางพื้นที่ซึ่งไม่พบโลหะเงินหรือทองบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ดังนั้นต้องอาศัยเวลาเรียนรู้เกี่ยวกับการหลอมโลหะที่ก้าวหน้าขึ้น จนสามารถแยกโลหะเงินหรือทองออกจากก้อนแร่ที่มีโลหะอื่นปะปนอยู่ด้วย ดังนั้นพบว่า โลหะเงินหาได้ง่ายกว่าโลหะทองคำ จึงมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนสินค้าอื่นน้อยกว่าโลหะทองคำ ประกอบกับมีจำนวนมาก โลหะเงินจึงเหมาะที่จะนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หรืออีกนัยหนึ่ง การนำโลหะเงินมาซื้อสินค้าที่ต้องการ จึงเป็นที่นิยมกันเป็นจำนวนมากกว่า และนิยมใช้กันกว้างขวางมากกว่าโลหะทองคำ การยอมรับก้อนโลหะเงินสำหรับเป็นสื่อกลางในการชำระหนี้อย่างกว้างขวางในสังคมต่างๆ นี้ มีผลช่วยให้การแลกเปลี่ยนสินค้าและกระทำกันได้กว้างขวางมากขึ้น การค้าระหว่างหมู่บ้านและเมืองต่างๆ จึงเจริญขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาและความยุ่งยากในเรื่องของน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน ดังนั้นผู้ที่ใช้โลหะเงินชำระหนี้ค่าสินค้า จึงมักรับรองในเรื่องน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน โดยการประทับตราอันเป็นเครื่องหมายเฉพาะตัวลงไปบนแท่งเงิน จึงเกิดเป็น “เงินตรา” ทำให้การค้าขายคล่องตัวมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการนำเงินแท่งประทับตราไปใช้ในเมืองที่ห่างไกลออกไปยังคงมีปัญหาเรื่องความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน ซึ่งโยงไปถึงเรื่องการยอมรับชำระหนี้ค่าสินค้า

ดังนั้นพระเจ้าแผ่นดินหรือหัวหน้าผู้ปกครองของแต่ละเมืองในสมัยนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเงินตราของตนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ทั้งน้ำหนัก ความบริสุทธิ์ และมีขนาดต่างๆ เพื่อความสะดวกในการชำระหนี้ โดยตีตราประจำพระองค์และตราประจำแผ่นดินไว้เป็นสำคัญ ซึ่งแท่งเงินประทับตราจึงมีขนาดต่างๆลดหลั่นกันลงไปตามขนาดของน้ำหนักและใช้เป็นมาตรฐานที่เรียกว่า“หน่วยของเงิน” โดยปรากฏในจารึกกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบิ (Hammurabi) กษัตริย์แห่งบาบิโลน ในช่วง ๑๗๙๒ – ๑๗๕๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช กล่าวไว้เกี่ยวกับการใช้ก้อนเงินในขนาดและน้ำหนัก ตามที่กฏหมายกำหนดไว้ในสมัยนั้นว่า “ถ้าคนสามัญตบหน้าคนสามัญ จะต้องเสียค่าปรับเป็น (โลหะ) เงินสิบเชคเกล (shekels)” [๑๐]

ส่วนการผลิตเหรียญเงินขึ้นใช้เป็นครั้งแรกในโลกนั้น เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจักรลิเดีย (Lydia) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตุรกีได้นำเม็ดโลหะเงินผสมทองที่เรียกว่าอีเลคตรัม(Electrum) ประทับตราหัวสิงห์โต ซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกรของพระองค์ลงไปเพื่อรับรองน้ำหนัก และมีมูลค่าของเหรียญที่มีขนาดต่างกัน ทำให้ระบบการผลิตเงินตราจึงเป็นระเบียบและแพร่หลายไปทางตะวันตกของประเทศตุรกี รวมถึงประเทศกรีกโบราณรับระบบการผลิตเงินตราไปใช้ โดยมีการเดินเรือและการค้าทางทะเลกว้างขวาง เหรียญเงินและเหรียญทองแบบกรีกมีลักษณะกลม มีตราประทับทั้งสองด้านได้แพร่ไปยังเมืองต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่น รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะกรุงโรม ต่อมากลายเป็นที่นิยมกันในทวีปยุโรปและประเทศใกล้เคียง และเมื่ออาณาจักรโรมันขยายอำนาจออกไป ระบบการผลิตเหรียญเงินได้แพร่ออกไปทั่วโลกด้วย [๑๑] 10

ด้านซีกโลกตะวันออก ประเทศจีนมีการผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาใช้แล้วในเวลาที่ใกล้เคียงกับอาณาจักรลิเดีย แต่ผลิตด้วยกรรมวิธีการหล่อ ซึ่งสามารถผลิตเหรียญได้เป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน โดยแกะแม่พิมพ์เหรียญทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วยหินทราย จากนั้นนำโลหะสำริดที่หลอมละลายดีแล้วเทลงในแม่พิมพ์และปล่อยทิ้งไว้จนแข็งตัว แล้วจึงถอดเหรียญออกจากแม่พิมพ์ หักเหรียญหล่อออกจากแกนแล้วนำไปขัดถูล้างให้เรียบร้อย และนับรวมกันร้อยด้วยเชือกรอที่จะนำออกใช้ การหล่อทำให้จีนสามารถผลิตเงินตราให้ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก และมีเหรียญไว้ซื้อขายจ่ายทอน เพียงพอกับความต้องการในชีวิตประจำวัน แม้ว่าเหรียญที่หล่อขึ้นมานั้น จะหนักไม่เท่ากันทุกเหรียญ และอาจจะหนักต่ำกว่าน้ำหนักตามมาตรฐานก็ตาม แต่ข้อบกพร่องก็เทียบกันไม่ได้กับความสะดวกในระยะแรก ประเทศจีนใช้วิธีหล่อเหรียญชนิดราคาต่ำเท่านั้น ส่วนการชำระหนี้ค่าสินค้าราคาสูงๆ นั้น ก็ยังคงใช้เงินแท่ง ชั่งตามน้ำหนักเหมือนเช่นเดิม จนกระทั่งในสมัยราชวงศ์ชิงได้ผลิตเหรียญกษาปณ์เงินด้วยเครื่องจักรเป็นครั้งแรก [๑๒]

ยุคของการเริ่มการผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อใช้เป็นเงินตรา

ประเทศต่างๆ ที่ผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้น ต่างมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ใช้ซื้อขายจ่ายทอนในประเทศของตน จึงได้มีการแบ่งขนาดและชนิดราคาของเหรียญกษาปณ์ต่างๆ กัน ให้เลือกใช้ตามมูลค่าสินค้า แต่เมื่อการค้าระหว่างประเทศเจริญขึ้น โดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ชาวยุโรปเริ่มเดินเรือไปยังดินแดนต่างๆ ทางตะวันออกกลางและตะวันออกไกล เพื่อซื้อเครื่องเทศ และผ้าไหม และสินค้าอื่นๆ จึงได้นำเหรียญกษาปณ์เงินที่ใช้ในประเทศของตนไปซื้อสินค้าในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้เหรียญกษาปณ์ไม่เพียงพอใช้ภายในประเทศ จึงเป็นภาระที่ทำให้ต้องผลิตขึ้นใหม่ซึ่งต้องใช้เวลา อีกทั้งเหรียญเงินมีการปะปนกันจากหลายประเทศ ทำให้ขนาดและความบริสุทธิ์ของเนื้อเงินที่แตกต่างกัน และต้องตรวจสอบเหรียญกษาปณ์ทุกชนิดที่มีจำนวนมาก ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศเสียเวลาและไม่สะดวก ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเหรียญกษาปณ์ที่ใช้ภายในประเทศและสามารถซื้อขายสินค้าในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นประเทศที่มีการค้าทางเรือที่สำคัญ โดยเฉพาะประเทศสเปนจึงได้แยกเหรียญกษาปณ์ที่ใช้ภายในประเทศออกจากเหรียญเงินที่ใช้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยการออกแบบเหรียญเงินให้มีน้ำหนักและตราที่ประทับเหมือนกันทุกเหรียญ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และใช้แร่เงินจำนวนมากจากอาณานิคมของตนมาผลิตเหรียญเงินดังกล่าว ทำให้การค้าขายระหว่างประเทศจึงมีความรวดเร็วขึ้น ต่อมาประเทศต่างๆที่มีการค้าระหว่างประเทศ จึงพากันผลิตเหรียญกษาปณ์ออกมาใช้เพื่อการค้าเช่นกัน [๑๓] ทำให้เกิดการพัฒนาการผลิตเหรียญกษาปณ์ในแต่ละประเทศเกิดขึ้น

สรุป ก่อนที่จะนำเงินตรามาใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายในปัจจุบัน เริ่มต้นมนุษย์ได้นำระบบการแลกเปลี่ยนผลิตผลของตนกับสิ่งอื่นที่ต้องการ แต่การแลกเปลี่ยนโดยตรงดังกล่าวไม่มีความสะดวกหลายประการ ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย มนุษย์จึงเริ่มนำเอาวัตถุมีค่าบางชนิด ซึ่งถือกันว่าเป็นสิ่งของมีค่าในสังคมขณะนั้นมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยวัตถุที่นำมาใช้เป็นสื่อกลางมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปในแต่ละสังคมและยุคสมัย ดังนั้นจึงทำให้เกิดระบบการแลกเปลี่ยนโดยใช้สื่อกลางขึ้น ต่อมาเมื่อสังคมมีความเจริญขึ้น มนุษย์ได้ค้นพบโลหะทองแดง เงิน และทอง ตามลำดับ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าผลิตผลทางการเกษตรและสิ่งของอื่นๆ ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เนื่องจากหายาก มีความคงทน ตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ โดยไม่เสียคุณสมบัติเดิม หลอมรวมกันเป็นก้อนใหญ่ขึ้นได้ พกพาสะดวก รวมถึงการทำเครื่องประดับ ดังนั้น จึงนิยมนำโลหะมาใช้เป็นสื่อกลางใน   การแลกเปลี่ยน และมีการพัฒนารูปแบบ ขนาด รูปทรง น้ำหนัก ของเงินโลหะที่ใช้เป็นสื่อกลางที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ต่อมาเมื่อประเทศทางตะวันตกได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ ทำให้มีการพัฒนารูปแบบเงินตราของประเทศตนเองขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการค้าขายในประเทศตนและประเทศอื่นๆ จนกระทั่งมีการพัฒนาเป็นเงินตราของแต่ละประเทศที่ใช้ในปัจจุบัน

**และเรากำลังก้าวสู่เงินในระบบดิจิตอลแบบเต็มตัวหลังจากมีการทดลองใช้มาแล้วนานกว่า 8 ปี

bitcoin จะถูกนำมาใช้แทนเงินกระดาษ และเหลียญต่างๆ ทั่วโลก  และ bitcoin จะเป็นสกุลเงินสากล ที่ถูกยอมรับมากที่สุด **

_________________________________________________________________________________________________

 

*นางจริญญา  บุญอมรวิทย์. ตำแหน่งภัณฑารักษ์ปชำนาญการ. สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์.

[๑] สันติภาพ จินดาแสง.๒๕๒๗.การเงินและการธนาคาร.ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.หน้า ๑๗.
[๒] โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน.๒๕๔๘.สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๒๙ เรื่องที่ ๖ เงินตรา/กำเนิดพัฒนาการของเงินตรา.กรุงเทพมหานคร : โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน,หน้า ๑๗๙.

[๓] สันติภาพ จินดาแสง.๒๕๒๗.การเงินและการธนาคาร.ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,หน้า ๑๙ – ๒๐.

[๔] เรื่องเดียวกัน,หน้า ๒๓.
[๕] นวรัตน์ เลขะกุล.๒๕๕๗.เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงก์.พิมพ์ครั้งที่ ๓.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงเทพ,หน้า ๑๐.
[๖] สันติภาพ จินดาแสง.๒๕๒๗.การเงินและการธนาคาร.ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.หน้า ๑๙ – ๒๐.
[๗] นวรัตน์ เลขะกุล.๒๕๕๗.เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงก์.พิมพ์ครั้งที่ ๓.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงเทพ,หน้า ๘.
[๘] เรื่องเดียวกัน,หน้า ๙.

[๙] สุจิตรา มาถาวร.๒๕๔๒.เงินตราในประเทศไทย.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ฐานการพิมพ์ จำกัด,หน้า ๙.
[๑๐] ธนาคารไทยพาณิชย์.๒๕๓๙.ประวัติธนาคารไทย ที่ระลึกในพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย.กรุงเทพมหานคร : มปท.,หน้า ๔.

[๑๑] เรื่องเดียวกัน,หน้า ๕
[๑๒] โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน.๒๕๔๘.สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๒๙ เรื่องที่ ๖ เงินตรา/กำเนิดพัฒนาการของเงินตรา.กรุงเทพมหานคร : โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน,หน้า ๑๘๒.

[๑๓] เรื่องเดียวกัน,หน้า ๑๘๓.

 

เอกสารอ้างอิง

โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน.๒๕๔๘.สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๒๙ เรื่องที่ ๖ เงินตรา/กำเนิดพัฒนาการของเงิน ตรา.กรุงเทพมหานคร : โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน.
ธนาคารไทยพาณิชย์.๒๕๓๙.ประวัติธนาคารไทย ที่ระลึกในพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย.กรุงเทพมหานคร : มปท.
นวรัตน์ เลขะกุล.๒๕๕๗.เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงก์.พิมพ์ครั้งที่ ๓.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงเทพ.
สุจิตรา มาถาวร.๒๕๔๒.เงินตราในประเทศไทย.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ฐานการพิมพ์ จำกัด.
สันติภาพ จินดาแสง.๒๕๒๗.การเงินและการธนาคาร.ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.